พบหลักฐานหวย30ล้าน แม่ค้าสลากโทรยินดี”ครูปรีชา”ถูกรางวัลที่ 1 แต่เจ้าตัวปฏิเสธไม่ใช่เลขที่ซื้อมา

จากกรณีคดีหวยอลเวง 30 ล้านบาท ซึ่งเป็นข้อพิพาทระหว่าง ร.ต.ท.จรูญ วิมูล อดีตข้าราชการตำรวจ และนายปรีชา ใคร่ครวญ ครูโรงเรียนเทพมงคลรังษี ที่ต่างฝ่ายต่างแสดงความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์สลากกินแบ่งดังกล่าว ต่อมา ผบช.ภ.7 ออกมาแถลงหวย 30 ล้านบาท ตามพยานหลักฐานน่าจะเป็นของนายปรีชา หรือครูปรีชา และเตรียมแจ้งข้อหากับ ร.ต.ท.จรูญ ยักยอกทรัพย์ที่ตกหายพ่วงด้วยรับของโจร อย่างไรก็ตาม ร.ต.ท.จรูญเองก็ยังยืนยันหนักแน่นว่าหวย 30 ล้าน เป็นของตนเองซื้อมากับมือและจะสู้ในชั้นศาลถึงที่สุด พร้อมท้าครูปรีชาไปสาบานต่อสถานที่อันเป็นที่เคารพสักการะของชาวจังหวัดกาญจนบุรี ต่อมาทาง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้สั่งการกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 โอนสำนวนคดีการสอบสวนมายังกองบังคับการปราบปราม เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และสามารถตอบคำถามของสังคมได้เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การสรุปสำนวนการสอบสวนของตำรวจภูธรภาค 7 ที่ผ่านมานั้น ไม่ได้นำรายละเอียดการสืบสวนสอบสวนของกองปราบฯไปรวมในสำนวนด้วย โดยเฉพาะประเด็นการแกะรอยทางเทคโนโลยีที่ พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผกก.5 บก.ป. พร้อมทีมงานประสานการสืบสวนร่วมกับ พ.ต.อ.สุมรภูมิ ไทยเขียว ผกก.กลุ่มงานสนับสนุน บก.ปอท. ได้ร่วมกันสืบสวนไว้ ดังนั้น การสรุปสำนวนครั้งนี้ชุดสืบสวนสอบสวนของกองปราบฯ จะนำรายละเอียดทั้งสองส่วนคือทั้งของ บช.ภ.7 ที่ปรากฏพยานบุคคลรายใหม่ และของกองปราบฯ มารวมกันและหาข้อเท็จจริงอีกครั้งว่าคดีนี้ใครเป็นเจ้าของสลากที่แท้จริง

มีรายงานว่าในส่วนของหลักฐานสำคัญที่ชุดสืบสวนกองปราบฯแกะรอยมาได้นั้น เป็นคลิปเสียงการสนทนากันระหว่าง นางรัตนาภรณ์ สุภาทิพย์ อายุ 58 ปี แม่ค้าขายสลากฯที่ถูกรางวัลที่โทรไปหานายปรีชา รวม 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อเวลาประมาณ 16.30 น. ของวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งเป็นวันและเวลาหลังทราบผลสลากในงวดดังกล่าว โดยในคลิปเสียงใจความสำคัญคือ นางรัตนาภรณ์ได้โทรบอกนายปรีชา ด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริงว่าถูกรางวัลที่ 1 เพราะจำได้ว่าบนแผงของตัวเองมีเลขรางวัลดังกล่าวอยู่ และนายปรีชาน่าจะเป็นคนซื้อไป แต่เมื่อรับโทรศัพท์ นายปรีชา ก็ปฏิเสธว่าไม่ใช่เลขที่ตนซื้อ ตนซื้ออีกหมายเลขหนึ่งซึ่งในคลิปเสียง นายปรีชา ได้ระบุหมายเลขของตนอย่างชัดเจน

ส่วนในคลิปเสียงที่ 2 เป็นคลิปเสียงที่นางรัตนาภรณ์ แม่ค้าสลากฯคนเดิมโทรหานายปรีชาอีกครั้งเมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. ของวันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 ในลักษณะเดียวกันซึ่งใจความสำคัญ คือ เป็นการย้ำว่า นายปรีชาได้ถูกสลากดังกล่าว แต่นายปรีชาก็ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้ถูกรางวัลเช่นเดียวกับครั้งแรก อย่างไรก็ตาม นางรัตนาภรณ์ก็พยายามย้ำลักษณะยัดเยียดว่า นายปรีชาเป็นคนถูกรางวัล แต่นายปรีชาก็ได้ปฏิเสธมาตลอดพร้อมกับย้ำหมายเลขที่ตนเองเป็นคนซื้อมาด้วย ทั้งนี้ ทั้งสองคลิปตำรวจกองปราบฯ จะนำเข้าสำนวนการสอบสวนเพื่อเป็นหลักฐานในการพิจารณาคดี เพราะเป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่อาจปฏิเสธได้

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ชุดสืบสวน กก. 5 บก.ป. ได้เริ่มตรวจสอบคำให้การของพยานในคดีที่เป็นพยานใหม่ในสำนวนที่ตำรวจภูธรภาค 7 รวบรวมไว้ โดยพยานดังกล่าวระบุว่า เห็นสลากหมายเลขดังกล่าวโผล่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อของนายปรีชา ขณะเดินสวนกันในตลาดเรดซิตี้ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ใกล้แผงลอตเตอรี่และยังได้ขอแบ่งซื้อสลากดังกล่าว แต่นายปรีชาไม่ยอมแบ่งขายให้นั้น ซึ่งพยานในส่วนนี้เป็นพยานสำคัญที่ทำให้ตำรวจภูธรภาค 7 ให้น้ำหนักจนนำไปสู่การสรุปว่า นายปรีชาเป็นเจ้าของสลากที่แท้จริง แต่จากการตรวจสอบทางเทคนิคร่วมกับ บก.ปอท. ชุดสืบสวนกองปราบฯ กลับพบว่าพยานคนดังกล่าวขับรถมาจอดที่ตลาดในเวลาประมาณ 16.48 น. ของวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่นายปรีชาออกจากบริเวณตลาดไปแล้ว โดยปรากฏตามหลักฐานที่นายปรีชาคุยโทรศัพท์กับนางรัตนาภรณ์ แม่ค้าขายสลากฯอย่างชัดเจน นอกจากนี้ นายปรีชายังให้การด้วยว่า หลังจากรู้ว่าถูกรางวัลที่ 1 ยังได้โทรศัพท์ไปหานางรัตนาภรณ์ด้วย แต่จากการตรวจสอบทางเทคโนโลยีกลับไม่พบว่านายปรีชาโทรหานางรัตนาภรณ์ ในช่วงดังกล่าวแต่อย่างใด

สำหรับการสืบสวนสอบสวนคดีนี้นั้นมีรายงานว่า พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รอง ผบก.ป. และ พ.ต.อ.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผกก. 5 บก.ป. จะนำชุดสืบสวนและพนักงานสอบสวนกองปราบฯบางส่วนเดินทางลงพื้นที่ที่เกิดเหตุที่ จ.กาญจนบุรี เพื่อตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม ในขณะที่ พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. ได้เสนอไปยัง พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. ให้ บช.ก. เข้ามาร่วมเป็นพนักงานสอบสวนกับกองปราบฯ และให้ระดับ รอง ผบช.ก. เข้ามาเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนโดยตั้งเป็นรูปคณะทำงานมีพนักงานสอบสวนกองปราบฯเป็นหลักร่วมกับตำรวจจาก บก.ปอท. นอกจากนี้ ยังให้ นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการสำนักงานชี้ขาดคดี สำนักงานอัยการสูงสุด เข้ามาเป็นที่ปรึกษากฎหมายของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนด้วย เพื่อให้คดีเกิดความเป็นธรรมมากที่สุด ทั้งนี้ พล.ต.ท.ฐิติราช ยังได้ย้ำให้ชุดสืบสวนของกองปราบฯให้ความสำคัญกับข้อกฎหมายและหลักฐานที่ปรากฏทางนิติวิทยาศาสตร์มากกว่าพยานที่เพิ่มขึ้นมาภายหลัง แต่อย่างไรก็ตาม หากได้รับสำนวนจากตำรวจภูธรภาค 7 มาอย่างเป็นทางการแล้วก็ให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบคำให้การของพยาน หากจะต้องสอบปากคำเพิ่มก็จะต้องเดินทางไปสอบอีกครั้ง เพราะหากพบว่าพยานให้การไม่ตรงกับความเป็นจริงก็อาจจะเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายได้

ใส่ความเห็น